เปิดภารกิจพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ ‘โอบามาร์ค’

เร่งปรับภาพลักษณ์ – เยียวยากู้วิกฤตเศรษฐกิจปีวัว

ผลจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ กลายเป็นพายุพัดกระหน่ำให้ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี “หนูไฟ” ที่อยู่ในภาวะซวนเซอยู่แล้วจากผลของเศรษฐกิจโลก กลับล้มลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประกาศตัวเลขไว้ชัดเจนว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี เศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบ 2-3% และทำให้ทั้งปีสามารถขยายตัวได้แค่ 3% เท่านั้น

ที่จริงแล้วภาวะเศรษฐกิจไทยได้ผ่านช่วงเวลาที่ขยายตัวในอัตราสูงในระหว่างปี 2545-2547 ที่เติบโตเฉลี่ย 6.2% แล้วเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2548 เนื่องจากได้รับผลในหลายด้านทั้ง “สึนามิ” ภัยแล้ง ราคาน้ำมันแพง ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้การขยายตัวลดต่ำมาอยู่ที่ 4.5% ก่อนฟื้นตัวขึ้นในครึ่งปีแรก ของปี 2549 ที่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกเพราะเศรษฐกิจโลกขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง

แต่จนแล้วจนรอดเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญอีกสารพัดปัญหาในประเทศ จนต้องล้มลุกคลุกคลานและตกต่ำต่อเนื่องมาจนถึงปี 2550 แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะสามารถฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคทั้งมวลเพื่อรักษาให้เศรษฐกิจ ยังสามารถขยายตัวอยู่ได้ในระดับที่ 4.8% ก็ตาม

จนกระทั่งในปี 2551 เศรษฐกิจไทยยังต้องผจญกับอีกหลายปัจจัยรุมเร้า ทั้งราคาน้ำมันที่แพงจนทะลุ 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ที่ทำให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ต้องแพงขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญยังตามมาด้วยผลวิกฤติการเงินโลกที่เกิดจากปัญหาซับไพร์ม หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ที่จุดชนวนให้ทั่วโลกระส่ำระสาย จนส่งผลมาถึงเอเชียและไทย

ที่สำคัญยิ่งกว่าอื่นใด ขณะที่ทั่วโลกต้องเผชิญเพียงแค่มรสุมลูกเดียว แต่ในไทยแล้วกลับต้องเผชิญปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศพ่วงเข้าไป ด้วย กลายเป็น “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” ของคนไทย โดยเฉพาะชาวบ้านระดับรากหญ้าที่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความต้องการ “เอาชนะ” ของกลุ่มบุคคลสองกลุ่ม แต่ต้องรับผลจากการนั้นอย่างเต็มแรง

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าความเลวร้ายทางสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ “ปล้น-จี้-การหลอกลวง” จึงมีให้เห็นกันทุกวัน เพราะบรรดาบริษัท ห้างร้าน ต่างปลดคนงานกันไม่เว้นแต่ละวัน หรือแม้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นล่าสุดจากกระบวนการ “ปลอมแบงก์พัน” ที่กำลังลุกลามและกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งการที่ประชาชนหวาดกลัวแบงก์ปลอมจนไม่กล้าใช้เงินที่มีราคาสูง กำลังทำลายความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จนกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ “ผู้บริหารประเทศ” ต้องเร่งหาทางแก้ไขโดยเร็วที่สุด

แม้ว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ผู้บริหารประเทศได้ดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือด ร้อนของประชาชน รวมไปถึงการเตรียมการรองรับในปีหน้า ซึ่งรวมถึงการเพิ่มวงเงินงบประมาณกลางปีอีก 1 แสนล้านบาท แต่ก็ต้องได้รับการสานต่อจาก “ผู้มาใหม่” อย่างต่อเนื่อง

มาจนถึงวันนี้ ปัญหาการเมืองได้บรรเทาเบาบางลง เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ได้กลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ชุดที่ 59 ของประเทศและถูกขนานนามว่า “โอบามาร์ค” ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากบรรดานักลงทุน นักธุรกิจ ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ รวมถึงคนไทย ได้บ้างก็ตาม

แต่เสียงวิจารณ์เรื่อง “ทีมเศรษฐกิจ” ประจวบกับข้อกล่าวหาว่ามี “กลุ่มทุน” เข้าไป มีอำนาจและครอบงำ กำลังกลายเป็นปัญหาใหม่ ที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ต้องฟันฝ่าไปให้ได้ ก่อนเข้าสู่ปีใหม่ ปี 2552 ที่หลายคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นปีแห่งการ “เผาจริง” ของเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม “รัฐบาลชุดใหม่” ได้วางกรอบแนวทางที่จะบริหารประเทศในระยะเร่งด่วน 1 ปี ไว้ถึง 22 มาตรการ ทั้งการสร้างความ เชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม การรักษาและ balance boards เพิ่มรายได้ของประชาชน การลดภาระค่าครองชีพ และการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาประเทศในรูปของคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชน (กรอ.) เพื่อรองรับเศรษฐกิจโลกในปี “วัว” ที่มีแนวโน้มโดยรวมว่าจะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อย หรืออาจถึงขั้นติดลบ

เพราะไทยต้องเผชิญกับการชะลอตัวของการส่งออกที่ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญใน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังหวาดกลัวอยู่กับเหตุการณ์ปิด สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอน เมือง หรือนักท่องเที่ยวที่มีกำลังจับจ่ายใช้สอยลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ หรือปัญหาการลดลงของราคาสินค้าเกษตร รวมไปถึงการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน

ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จำนวนของ “ผู้ว่างงาน” จะทวีคูณเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีแห่งการเผาจริงนี้แน่นอน คือจากที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วประมาณ 5 แสนคน เพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน สามารถเห็นได้ชัดเจนในไตรมาสที่ 2 หรือตั้งแต่เดือน พ.ค.-มิ.ย. ที่การว่างงานจะมีเพิ่มขึ้นมาก ทั้งจากสาเหตุการเลิกจ้าง หรือผู้ที่จบการศึกษาใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงการว่างงานตามธรรมชาติ ถือเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดปัญหาความยากจนและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้จากข้อมูลล่าสุดของหน่วยงานหลัก ทางด้านวิชาการหรือที่เรียกว่า “สมอง” ของประเทศ อย่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2552 ไว้ที่ระดับ 3-4% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ก่อนเกิดเหตุปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และเชื่อว่าเมื่อรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลงจากที่คาด การณ์ไว้ประมาณ 1% นั่นหมายความว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะไม่เกิน 3% แน่นอน แต่รายละเอียดทั้งหมดจะประกาศรายละเอียดอีกครั้งในต้นปีหน้า แต่ก็มีแนวทางการบริหารเศรษฐกิจมหภาคเบื้องต้น ไว้ 8 ข้อ ทั้งการหามาตรการดูแลคนว่างงาน การสนับสนุนศักยภาพของสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญ การกำกับดูแลราคาสินค้าเกษตรและพลังงาน การสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุนที่ดี การเร่งรัดการใช้ง่ายและเมกะโปร เจคท์ การรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เร่งดูแลสภาพคล่องและเสถียรภาพในระบบสถาบัน การเงิน

ขณะที่อีกหนึ่งหน่วยงานหลักคือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ก็ระบุไว้ชัดเจน ว่า ในปี 2552 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้เพียง 1% จากสารพัดปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในช่วงปลายปีหนูไฟ เพราะผลกระทบที่เกิดทำให้เศรษฐกิจในเดือนพ.ย. ชะลอตัวอย่างรุนแรง และต่อเนื่องจากเดือนต.ค. ทั้งการส่งออกที่ติดลบ 18% จากการปิดสนามบิน และสัญญาณการบริโภคที่น่าเป็นห่วง จากการที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ติดลบ 4% รวมถึงการลงทุนที่ติดลบ 6.4% ซึ่งชี้ให้เห็นชัดว่าเศรษฐกิจตกหลุมลึกจริงโดยเฉพาะการบริโภคที่ติดลบนั้น เริ่มน่ากลัว ส่วนเดือน ธ.ค. ก็น่าจะเป็นไปในทำนองเดียวกัน

แม้ว่าเศรษฐกิจในปีหน้า จะมีความเสี่ยงสูง แต่ สศค. เห็นว่า ถ้ารัฐบาลเร่งอัดเงินงบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท ได้ทั้งหมดในเดือน ก.ย. 52 รัฐวิสาหกิจเร่งลงทุน และปล่อยสินเชื่อในระบบโตได้ 5% บนพื้นฐานราคาน้ำมันอยู่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อต่ำที่ 1% อัตราแลกเปลี่ยนที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ ดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลงมาถึง 0.75% แต่หากทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ก็มีโอกาสได้เห็นเศรษฐกิจไทยไม่ขยายตัว หรือเท่ากับ 0% หรืออาจติดลบได้ เพราะมูลค่าการส่งออกจะอ่อนตัวลงมากถึงติดลบ จากประเทศคู่ค้าที่ยังไม่ฟื้นตัว

ขณะที่ “ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล” ปลัดกระทรวงการคลัง ที่ได้สัมผัสกับแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งสำคัญขณะนี้ก็คือ “จะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่แล้วออกมาสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด แทนที่จะรอคอยเงินงบประมาณกลาง ปี เพราะต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือนกว่าจะนำออกมาใช้ได้”

ด้านเจ้าสัวใหญ่อย่าง “นายธนินท์ เจียร วนนท์” ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ระบุไว้ว่า รัฐบาลชุดใหม่มีเวลาน้อยจึงต้องเร่งสร้างผลงาน ดังนั้นรัฐบาลควรใช้ “ทฤษฎีสองสูง” โดยอัดฉีดเงิน 2 แสนล้านบาทกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเข้าไปแทรกราคาสินค้าเกษตรทุกตัวให้มีราคาสูงขึ้นเพราะจะทำให้รากหญ้าที่ แท้จริงมีรายได้สูงขึ้นและยังรองรับผู้ตกงานที่จะกลับเข้าสู่ภาคเกษตร ขณะเดียวกันต้องเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการและข้าราชการเกษียณอายุ เพื่อให้มีรายได้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อราคาสินค้าเกษตรมีราคาดีขึ้น ก็จะทำให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเพิ่มผลผลิตมากขึ้น ที่สำคัญต้องไม่สนใจว่าจะเป็นนโยบายของใคร อะไรที่ “คนเก่า” เคยทำดีไว้ ก็ต้องยิ่ง “เกทับ” อะไรที่ไม่ดีก็ยกเลิก เหมือนแมวดำและแมวขาวสามารถจับหนูได้ก็ถือเป็นแมวที่ดี

ส่วนอดีตขุนพลด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มา เช่น “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง ได้ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยคราวนี้จะถดถอยเกิน 1 ปี โดยปีหน้าจะจัดเก็บรายได้ไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ทำให้งบประมาณขาดดุลมากขึ้น ดังนั้นต้องพิจารณาการใช้งบประมาณให้รอบคอบ ขณะที่ข้อเสนอการลดภาษีของภาคเอกชน กระทรวงคลังต้องตระหนักว่าดูว่าฐานะการคลังรับไหวหรือไม่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และพิจารณาว่าการลดภาษีจะได้ประโยชน์หรือไม่ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ประชาชนจะกล้าใช้จ่ายหรือไม่ และที่สำคัญรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการป้องกันปัญหาการตกงาน

เช่นเดียวกับ “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทว กุล” อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่เห็นว่า หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัวได้ 3-4% รัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งพาการขยายตัวของความต้องการ bike rollers ในประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งด้านการใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชน แต่ที่ผ่านมาภาครัฐเบิกจ่ายได้ช้ามาก รัฐต้องเร่งเดินหน้าโครงการลงทุน ให้เกิดการประมูล การก่อสร้าง เพราะไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ใครบริหารประเทศก็ต้องทำแบบนี้ ส่วนการตั้งงบประมาณขาดดุลเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ในภาวะที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ควรทำงบประมาณขาดดุลแบบเต็มที่ตั้งแต่ปีนี้ และต้องวางแผนเผื่อการขาดดุลไปอีก 2-3 ปีด้วย

ส่วนนักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกประจำประเทศไทย “ดร.กิริฎา เภาพิจิตร” ได้เสนอให้ไทยเร่งลดอุปสรรคต่อการลงทุนและการเพิ่มผลิตภาพของภาคเอกชน ใน 4 ด้าน คือภาครัฐต้องมีนโยบายที่ต่อเนื่อง ต้องพัฒนาทักษะแรงงานและความรู้ ปรับปรุงระเบียบภาครัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน และรัฐต้องเร่งขยายการลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจในปีหน้าขยายตัวได้ที่ 2% พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า ในปี 2552 เป็นปีที่ท้าทายไทย ที่จะสามารถฝ่าฟันและเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ถ้าคนไทยทุกคน ทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชน ต้องทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทยโดยปรับปรุงบรรยากาศการลง ทุนของประเทศ เพราะ “สามัคคีคือพลัง”

การกอบกู้เศรษฐกิจในปี 2552 หรือปีวัว ซึ่งจะเป็น “วัวคึกหรือวัวหงอย” จะเป็นบททดสอบที่สำคัญต่อการเป็น “ผู้นำ” ของนายกรัฐมนตรีหนุ่มผู้นำการเมืองรุ่นใหม่ ที่หลายฝ่ายได้ตั้งความหวังไว้ว่าจะนำพาเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นมรสุมหนักทั้งสอง ลูก และยังปฏิรูปการเมืองจาก “การเมืองน้ำเน่า” ไปสู่ “การเมืองใหม่” ที่สดใสได้.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: